แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PHP แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PHP แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Adobe Dreamweaver + PHP + MySQL ตอนที่ 2 การกำหนด Site

หลังจากที่ผมได้แนะนำตอนแรก การกำหนดค่าเริ่มต้นเกี่ยวกับเว็บเพจให้รองรับภาษาไทยไปแล้ว ในตอนนี้เป็นการกำหนด Site ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นอยู่นะครับ ถ้าเราไม่กำหนดหรือสร้าง Site แล้ว เวลาเราทำ Link ไปยังเพจอื่นๆ จะมีปัญหาเรื่องของที่อยู่นะครับ เพราะมันจะ Link ไปที่เครื่องของเรา (C:\AppServ\www\student\test.html) ไม่ได้ Link ไปยังเพจ (test.html) ที่เรากำหนดครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เราต้องกำหนดหรือสร้าง Site ก่อนครับ
ก่อนอื่นให้เราทำการตรวจสอบเครื่องของเราก่อนว่า เครื่องของเราได้จำลองการทำงานเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือยัง ถ้าเราตรวจสอบแล้วว่าเครื่องเราจำลองการทำงานเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ให้สร้าง folder ชื่อ student นะครับ ถ้าเราให้ xampp ก็จะสร้าง folder เพิ่มใน folder htdocs แต่ถ้าใครใช้ AppServ ก็ต้องสร้าง folder เพิ่มใน folder www ครับ หลังจากนั้นก็เริ่มกำหนด Site ได้เลยครับ
1. ไปที่เมนู Site -> New Site...
2. กำหนดค่าต่างๆ ดังนี้
  • What would you like to name your site? เป็นการกำหนดชื่อเว็บไซต์ครับ ในที่นี้ให้กำหนดเป็น student 
  • What is the HTTP Address (URL) of your site? เป็นการกำหนด URL ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นเครื่องของเราเองนะครับ ให้กำหนดเป็น http://localhost/student
  • กดปุ่ม Next >

  • เลือก Yes, I want to use a server technology ซึ่งเราจะใช้เทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์ และเลือกรายการใน Which server technology? เป็น PHP MySQL 
  • กดปุ่ม Next > 



  • เลือก Edit and test locally (my testing server is on this computer) ซึ่งเป็นการกำหนดการแก้ไขและทดสอบที่เครื่องของเรา
  • Where on your computer do you want to store your files? เป็นกำหนดไฟล์ต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นนั้นจัดเก็บไว้ที่ไหน ในกรณีนี้ผมใช้ xampp ผมก็กำหนดเป็น C:\xampp\htdocs\student\ แต่ถ้าเป็น AppServer ก็ต้องกำหนดเป็น C:\AppServer\www.\student\
  • กดปุ่ม Next >



  • What URL would you use to browse to file root of your site? เป็นการกำหนดค่าที่อยู่ของเว็บไซต์ของเรา กรณีนี้เป็นเครื่องของเราเอง กำหนดเป็น http://localhost/student
  • กดปุ่ม Test URL เพื่อทำการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบผ่านจะขึ้น successfully นะครับ
  • กดปุ่ม Next >


  • เลือก No นะครับ เพราะเรายังไม่ต้องย้ายข้อมูลขึ้นเซิร์ฟเวอร์
  • กดปุ่ม Next >


  • แสดงข้อมูลที่เราได้กำหนดไปแล้ว
  • กดปุ่ม Done ครับ



  • ปรากฏ student ในหน้าต่าง Manage Sites
  • เลือก Site ที่เราได้ทำการสร้างขึ้น กรณีนี้เลือก student
  • กดปุ่ม Done

สำหรับตอนนี้ก็มีเพียงเท่านี้นะครับ ง่ายใช่ไหมครับ

Adobe Dreamweaver + PHP + MySQL ตอนแรก การกำหนดค่าเริ่มต้นเกี่ยวกับเว็บเพจให้รองรับภาษาไทย

บทความนี้เป็นเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์ โดยอาศัยเครื่องมือช่วยในการทำงาน เพื่อลดขั้นตอนการเขียนโค้ดขึ้นมาเอง ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ก็คือ Adobe Dreamweaver (CS3), PHP และ MySQL ในการพัฒนาเว็บไซต์
Adobe Dreamweaver ที่ผมใช้ในการแนะนำคือเวอร์ชั่น CS3 แต่จริงๆ แล้วจะใช้เวอร์ชั่นอะไรก็ได้นะครับ ใช้หลักการเดียวกันทั้งนั้น
ตอนแรกจะเป็นการจัดเตรียมเว็บไซต์เบื้องต้นที่เกี่ยวกับ Dreamweaver ก่อนนะครับ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเชื่อมต่อฐานข้อมูล ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าเราอาศัย Dreamweaver ช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์จะลดขั้นตอนในการเขียนโค้ด PHP ไปได้มากทีเดียว แต่เราจะต้องกำหนดค่าต่างๆ ให้ถูกต้องเท่านั้นเองครับ
เรามาเริ่มต้นในการจัดเตรียมเว็บไซต์ของเรากันก่อนเลยนะครับ
1. เปิดโปรแกรม Dreamweaver ครับ

2. กำหนดค่าต่างๆ ที่จำเป็นในการแสดงผลภาษาไทย และเมื่อมีการสร้างเพจใหม่ทุกครั้ง โดยไปที่เมนู Edit -> Preferences...
ให้ทำการเลือกรายการ Fonts และเลือก Fonts เป็น Unicode หรือไม่ก็เลือกฟอนต์ภาษาไทยก็ได้ครับ แต่ที่ให้เลือก Unicode ก็เพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้เค้านิยมกันครับ
หลังจากนั้นให้เลือก New Documents และกำหนดค่าที่ Default encoding เป็น Unicode (UTF-8) 

3. ตรวจสอบเว็บเพจในการกำหนดค่าต่างๆ ที่ผ่านมา โดยให้สร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมา
ซึ่งเราจะได้เพจว่างๆ ในตอนนี้เรายังไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เราแค่ต้องการตรวจสอบเว็บเพจในการกำหนดค่าต่างๆ ที่ผ่านมาเท่านั้นนะ ซึ่งเราจะเลือก Page Properties... 
หลังจากนั้นให้เลือกรายการ Title Encoding และดูที่ Encoding เป็น Unicode (UTF-8) หรือเปล่า ถ้าใช่ก็แสดงว่าการทำงานถูกต้องแล้วครับ
สำหรับตอนแรก การกำหนดค่าเริ่มต้นเกี่ยวกับเว็บเพจให้รองรับภาษาไทย เป็นขั้นตอนการกำหนดค่าที่ง่ายๆ ครับ


วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

PHP: แปลงข้อความให้เป็นตัวเลข

การแสดงผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขในภาษา PHP สามารถจัดรูปแบบของตัวเลขได้ด้วยคำสั่ง number_format( ) โดยมีรูปแบบการใช้ ดังนี้

รูปแบบ:
     number_format(ตัวเลข, จำนวนทศนิยม, จุดทศนิยม, สัญญลักษณ์หลักพัน)

ตัวอย่างที่ 1:
<?php
     $number = 1234.5;
     echo number_format($number, 2, '.', ',');
?>
ผลลัพธ์ที่ 1: 1,234.50

ตัวอย่างที่ 2:
<?php
     $number = 1234;
     echo number_format($number, 0, '', ',');
?>
ผลลัพธ์ที่ 2: 1,234

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

CodeIgnitor: Model-View-Controller (MVC)

CodeIgniter ถูกสร้างบนพื้นฐานการพัฒนาแบบ Model-View-Controller (MVC) ซึ่งก็คือ วิธีการทางซอฟต์แวร์ที่แยกระบบการใช้เหตุผลของแอพพลิเคชั่นจากส่วนแสดงผล ในทางปฏิบัติมันอนุญาตให้หน้าเว็บของคุณมีสคริปเล็กๆ เนื่องจากส่วนแสดงต้องแยกออกจากสคริป PHP รายละเอียดเกี่ยวกับ MVC มีดังนี้

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ทำความรู้จักกับ CodeIgniter (CI)

CodeIgniter (CI) เป็น PHP Framework ที่ใช้ในการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่น โดยมีคุณสมบัติในด้านการพัฒนาให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่เราต้องนั่งเขียนโค้ดเองตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่ง CI จะมี library ต่างๆ จัดเตียมไว้ให้เราใช้งานทั่วไปและยังทำให้ลดจำนวนโค้ดที่เราเขียนน้อยลง และมาพร้อมกับ library ที่สมบูรณ์ ซึ่งใช้ทำงานส่วนใหญ่ในการพัฒนาเว็บไซต์ เช่น ติดต่อฐานข้อมูล, ส่งอีเมล์, ตรวจสอบรูปแบบข้อมูล, ดำรงช่วงเวลาการสื่อสาร, จัดการกับรูปภาพ, ทำงานกับข้อมูล XML-RPC ฯลฯ อีกมากมาย อีกทั้งเรายังสามารถขยายการทำงานได้ โดยผ่าน library plugins หรือ helper หรือผ่านการต่อเติม class หรือระบบตะขอ (Hook)

CI สามารถทำงานได้ทั้ง PHP 4 และ PHP 5 ซึ่งแน่นอนว่า CI จะต้องเป็น Open Source (Free) ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข Apache/BSD และทรัพยากรน้อยกว่า Framework ตัวอื่นๆ เนื่องจาก CI ต้องการเพียง library เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (หลักๆ) จึงทำให้มีขนาดเล็กและรวดเร็วในการทำงาน

CI ใช้ Model-View-Controller (MVC) ช่วยในการแบ่งแยกการทำงานของระบบออกเป็นส่วนๆ เพื่อง่ายต่อการพัฒนา และยังสร้าง URL ที่สะอาดและเป็นมิตรกับกลไกการค้นหา (Search Engine) เช่น Google, Yahoo ตรงข้ามกับการวิธีการใช้ "query string" กับ URL ซึ่งมีความหมายเหมือนกันกับระบบการเคลื่อนที่ CodeIgniter ใช้วิธีการแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น example.com/news/article/345 เป็นต้น

CI ไม่ต้องการกลไก Template ถึงแม้ว่า CodeIgniter จะมาพร้อมกับ Template Parser แบบง่าย ซึ่งเป็นทางเลือกที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ได้บังคับให้คุณต้องใช้มัน กลไก Template อย่างง่ายไม่สามารถมีประสิทธิภาพเท่ากับ PHP ตามธรรมชาติ และคุณต้องเรียนรู้ไวยากรณ์ (Syntax) เพื่อใช้กลไก Template ซึ่งปกติแล้วมีขอบเขตการใช้งานที่ง่ายกว่าการเรียนพื้นฐานของ PHP ลองพิจารณาโค้ดต่อไปนี้

<ul>
<?php foreach ($addressbook as $name): ?>
<li><?=$name?></li>
<?php endforeach; ?>
</ul>

เปรียบเทียบสิ่งนี้กับ Pseudo-Code (รหัสเทียม) ซึ่งถูกใช้ในกลไก Template

<ul>
{foreach from=$addressbook item="name"}
<li>{$name}</li>
{/foreach}
</ul>

ใช่แล้วตัวอย่างกลไก Template สะอาดกว่านิดหน่อย แต่มันต้องแลกกับประสิทธิภาพ ซึ่ง Pseudo-Code จะถูกแปลงกลับไปเป็น PHP เพื่อทำงาน ดังนั้นถ้าจุดมุ่งหมายหนึ่งเราคือ มีประสิทธิภาพมากที่สุด เราจึงเลือกที่ไม่บังคับใช้กลไก Template

CI ยังมีสามารถทำเป็นเอกสาร ซึ่งโดยปกติแล้วโปรแกรมเมอร์ที่รักในการเขียนโค้ดมักจะไม่ชอบในเรื่องของการจัดทำเอกสาร CI ก็สามารถจัดการให้เราได้

คุณสมบัติหลักที่มีใน CodeIgniter

  • ระบบบนพื้นฐาน Model-View-Controller (MVC)
  • รองรับ PHP 4
  • แอพพลิเคชั่นเบาสุดขีด
  • คุณสมบัติครบถ้วนสำหรับฐานข้อมูลและสนับสนุนหลายแพลตฟอร์ม
  • สนับสนุนการใช้ฐานข้อมูลแบบ Active Record
  • การตรวจสอบฟอร์มและข้อมูล
  • ความปลอดภัยและระบบกลั่นกรอง XSS (Cross Site Scripting)
  • การจัดการ Session
  • คลาสส่งอีเมล์
    สนับสนุนการแนบไฟล์, อีเมล์แบบ HTML/Text,
    รองรับหลายโปรโตคอลพร้อมกัน (ส่งเมล์, SMTP
    และ Mail)
    และอีกมาก
  • ไลบรารี่จัดการรูปภาพ (ตัด, ย่อ, หมุน, ฯลฯ). สนับสนุน GD, ImageMagick และ NetPBM
  • คลาสอัพโหลดไฟล์ (File Uploading Class)
  • FTP Class (คลาส FTP)
  • Localization (หรือการทำหลายภาษา)
  • Pagination (หมายเลขหน้า)
  • Data Encryption (การเ้ข้ารหัสข้อมูล)
  • Benchmarking (การทดสอบเพื่อวัดความสามารถในการประมวลผล)
  • Full Page Caching (การเก็บหน้าทั้งหน้าอยู่ในแคช)
  • Error Logging (การบันทึกข้อผิดพลาด)
  • Application Profiling (การรวบรวมรายละเอียดของแอพพลิเคชั่น)
  • Scaffolding (การทำโครงยกพื้น)
  • Calendaring Class (คลาสปฎิทิน)
  • User Agent Class (คลาสตัวแทนผู้ใช้)
  • Zip Encoding Class (คลาสเข้ารหัส zip)
  • Template Engine (คลาสกลไลแม่แบบ)
  • Trackback Class (คลาสระบบติดตามลิงค์กลับ)
  • XML-RPC Library (ไลบรารี่ XML-RPC)
  • Unit Testing Class (คลาสทดสอบเฉพาะหน่วย)
  • URL ที่เป็นมิตรกับเซิร์ชเอนจิ้น
  • เส้นทาง URI
    ที่ยืดหยุ่น
  • สนับสนุนสำหรับ Hooks - (ตะขอ), สอบขยายคลาสและ Plugins
  • ไลบรารี่ขนาดใหญ่สำหรับฟังก์ชั่น "ผู้ช่วย"


อ้างอิงจาก: http://codeigniter.in.th/user_guide/index.html